Photogenic หมายถึง ถ่ายรูปขึ้น’ ซึ่งการถ่ายรูปขึ้นไม่อาจหมายถึงตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว หากแต่ว่าสถานที่ต่างๆ ก็สามารถถ่ายรูปขึ้นได้เช่นกัน และเชื่อไหมว่าหากเราเข้าใจ มองเห็นสถานที่นั้นๆ อย่างถ่องแท้แล้วล่ะก็ การถ่ายรูปขึ้นจะชัดเจนกว่า สื่อความหมาย ถ่ายทอดความรู้สึก และเรื่องราวได้มากขึ้น ด้วยใจที่ใช้ผ่านเลนส์กล้อง

 

ในวันนี้ Vietjet อยากจะชวนทุกคนออกเดินทางไปยังอินเดียตะวันตก จุดหมายที่รุ่มรวยไปด้วยความสวยงามที่กาลเวลาไม่อาจลบเลือนคุณค่าได้ แต่ก่อนไป อยากให้ละความลังเล ลืมบางสิ่งที่เคยรู้เกี่ยวกับอินเดียไว้ก่อน แล้วไปลองมองมุมไบผ่านมุมเลนส์ กับ 9 สถานที่ถ่ายรูปทั่วเมืองมุมไบสุด Photogenic

 

‘The Asiatic Society Library’ เรื่องราว คุณค่า และมหา - สมุด ในอาคารสีขาว

ทุกสถานที่ล้วนมีเรื่องราวที่ร้อยเรียง ‘The Asiatic Society Library’ ก็เช่นกัน ภายใต้อาคารสีขาว โดดเด่นด้วยเสาต้นใหญ่ที่เรียงราย พร้อมรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบกรีก ได้เก็บเรื่องราวทรงคุณค่าไว้อย่างมหาศาล 

 

ที่นี่คือสมาคมเอเชียแห่งมุมไบ ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษาวิจัยในทุกแขนงที่เกี่ยวข้องกับอินเดียและเอเชีย เป็นทั้งห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือมากกว่า 100,000 เล่ม ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหายาก หนังสือต้นฉบับเก่าแก่ เอกสารโบราณกว่า 3,000 ฉบับ ทั้งที่เขียนด้วยภาษาเปอร์เซีย สันสกฤต และปรากฤต นอกจากนี้ยังมีวัตถุโบราณเก่าแก่อีกนับไม่ถ้วนเก็บรักษาไว้

 

‘Horniman Circle’ ย่านที่สัญชาติ เป็นมากกว่าแค่ศิลปะ

หลังจากมุมไบได้รับเอกราชจากอังกฤษ และกระแสชาตินิยมที่กำลังนิยม ทำให้ทุกสถานที่สำคัญ (ที่ถึงแม้จะสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรป) ได้ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ให้เป็นชื่อบุคคลสำคัญของอินเดียทั้งหมด แต่ไม่ใช่ที่ ‘Horniman Circle’ 

 

Horniman Circle’ ย่านเก่าแก่อุดมไปด้วยอาคารในสถาปัตยกรรมแบบวิคตอเรียน (Victorian architecture) ที่ตัวอาคารโค้งเป็นแนวยาวรับกับถนนที่เป็นวงเวียน ทุกมุมตึก ทุกบานหน้าต่าง ทุกส่วนของอาคารประดับด้วยลวดลายปูนปั้นในแบบอังกฤษ แต่ย่านนี้เป็นเพียงย่านเดียวของมุมไบที่ตั้งชื่อด้วยชื่อของคนอังกฤษ นั่นก็คือ Benjamin Guy Horniman (B.G. Horniman) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ The Bombay Chronicle หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ที่มีสำนักงานอยู่ในย่านนี้ 

 

เพราะ B.G. Horniman แม้จะเป็นชาวอังกฤษ แต่กลับเป็นหนึ่งกำลังสำคัญในการเรียกร้องเอกราชให้อินเดียร่วมกับมหาตมะ คานธี และยังเป็นผู้ตัดสินใจตีพิมพ์ข่าวการสังหารหมู่คนอินเดียโดยทหารอังกฤษที่อมฤตสาร์ ซึ่งเป็นชนวนให้เกิดการลุกฮือเพื่อเรียกร้องเอกราชของชาวอินเดีย จนทำให้จักรวรรดิอังกฤษในอินเดียต้องสิ้นสุดในเวลาต่อมา ‘แม้จะถูกทางการอังกฤษเนรเทศ แต่ B.G. Horniman ได้เป็น The Great Man ของอินเดีย’ จึงทำให้ชื่อของชาวอังกฤษผู้นี้ เป็นที่มาของ Horniman Circle

 

พบการผสมผสานที่มาจากการค้าที่คึกคักในย่าน ‘Kala Ghoda’

หลายร้อยปีที่การค้าในย่าน ‘Kala Ghoda’ รุ่งเรือง และการค้าเป็นกาวชั้นดีที่เชื่อมคนหลากหลายเชื้อชาติมาพบกัน ความคึกคักจากการค้าทำให้เกิดการผสมผสานตามมาอย่างเข้าที่และลงตัว หนึ่งในตัวอย่างการผสมผสานที่เป็นพยานที่จับต้องได้ ก็คืออาคาร บ้านเรือน โดยความหลากหลายของศิลปะและสถาปัตยกรรมในย่าน Kala Ghoda มีมากกว่า 2 สไตล์ให้เห็น

 

สถาปัตยกรรมแบบวิกตอเรียน, นีโอคลาสสิก และกอธิก คือรูปแบบสถาปัตยกรรมสุดตระการตาที่มาจากยุโรป ซึ่งมีให้เห็นเป็นเรื่องปกติที่น่าทึ่ง แต่ที่ชวนให้ตราตรึงกว่านั้นคือสถาปัตยกรรมแบบอินโด-ซาราเซนิก (Indo-Saracenic architecture) ความสวยอย่างพิสดาร (ในมุมมองของคนยุโรปสมัยนั้น หรือที่เรียกว่าสวยแบบ Exotic) ที่เกิดจากการผสมผสานสถาปัตยกรรมอินเดียและยุโรปเข้าไว้ด้วยกัน เป็นความสวยที่ย้ำว่าความรุ่มรวยทางสถาปัตยกรรมไม่มีเส้นแดนใดกั้นได้

 

‘Flora Fountain’ กับรูปแบบตัวแทนความคลาสสิก ศิลป์ตะวันออก และความโมเดิร์น

สถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค (Art Deco Architecture) รูปแบบที่ได้ยินอยู่บ่อย แต่น้อยคนจะนึกภาพออก หากมามุมไบแล้วอยากพบกับสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโคสักชิ้น ไม่ควรพลาดที่จะมาพบกับ ‘Flora Fountain’ น้ำพุขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ได้แสดงออกถึงใจความสำคัญของการรวมกันระหว่างความคลาสสิก ศิลปะตะวันออก และความทันสมัย นิยามของสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโคไว้ได้อย่างครบถ้วน

 

จากวัสดุหินอ่อนอันหรูหรา ผ่านการแกะสลักประดับประดาด้วยสัดส่วนโค้งตามฉบับเรขาคณิตที่มีทั้งมิติ พริ้วไหว และมีชีวิตชีวา ด้านบนเป็นรูปปั้นของเทพีฟอลร่า ตัวแทนแห่งดอกไม้และฤดูใบไม้ผลิที่มีท่วงท่าคล้ายลีลาคนจริง นับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของสายถ่ายภาพที่พลาดไม่ได้

 

High Court of Bombay - Rajabai Clock Tower กลุ่มอาคาร ความตระการ และงานประณีต

หากจุดหมายการมาของคุณที่ตั้งไว้คือการมาชมสถาปัตยกรรมที่ชวนหลงใหล ต้องหาโอกาสมาเยือนกลุ่มอาคารที่อลังการด้วยสถาปัตยกรรม ที่นับว่าสวยงามทัดเทียมประเทศอื่นๆ ได้อย่างไม่น้อยหน้า เริ่มด้วยอาคาร ‘High Court of Bombay’ อาคารหลังใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลสูงมุมไบ เป็นความสวยงามที่ได้ต้นแบบมาจากปราสาทในเยอรมนี 

 

ที่อยู่ถัดกันมาคือ ‘Rajabai Clock Tower’ หอนาฬิกาตั้งอยู่ติดกับหอประชุมมหาวิทยาลัยมุมไบ ที่ซึ่งความสวยงามที่เห็น ถูกประกอบสร้างขึ้นด้วยงานออกแบบของสถาปนิกชาวอังกฤษ ซึ่งใช้งบประมาณไปทั้งหมดมากถึง 500,000 เหรียญ (ในสมัยนั้น) โดยส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างมี Premchand Roychand นายหน้าซื้อขายผู้มั่งคั่งผู้ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์เป็นผู้บริจาค โดยมีเงื่อนไขว่าหอคอยแห่งนี้ต้องตั้งชื่อว่า Rajabai (ราจาไบ) ตามชื่อผู้เป็นแม่ของเขา 

 

Rajabai Clock Tower’ เมื่อสร้างเสร็จในปี 1878 นับว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในนครมุมไบ โดยมีความสูงถึง 85 เมตร และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในชื่อของกลุ่มอาคารชุดวิคตอเรียและอาร์ตเดโคแห่งมุมไบ (The Victorian and Art Deco Ensemble of Mumbai) เมื่อปี 2018 ปัจจุบันหอนาฬิกาแห่งนี้ยังคงทำหน้าที่เป็นจุดนำสายตา สะกดใจให้ไม่ว่าใครก็ต้องตะลึงในความรักที่สื่อผ่านงานสถาปัตยกรรม และเป็นเครื่องยืนยันว่าความรักบันดาลให้เราสร้างงานที่ยิ่งใหญ่ได้ 

 

‘Taj Mahal Palace Hotel’ สถานที่ประวัติศาสตร์ สู่การขึ้นหิ้ง Iconic ของเมือง

เมื่อใดก็ตามที่เสิร์ชชื่อ มุมไบ ในอินเทอร์เน็ต คุณก็จะต้องพบกับอาคารใหญ่โดดเด่นที่มียอดโดมสีแดงสวยชื่อว่า ‘Taj Mahal Palace Hotel’ อยู่เสมอ เพราะโรงแรมแห่งนี้คือหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมือง ภายใต้อาคารสูงใหญ่ประณีตด้วยสถาปัตยกรรมแบบอินโด-ซาราเซนิก (Indo-Saracenic architecture) มีเรื่องราวสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์มุมไบ แสดงอยู่ นั่นคือการเป็นสถานที่แรกของหลายสิ่งในมุมไบ ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่ใช้ไฟฟ้าเป็นที่แรก มีลิฟต์ที่แรก ไปจนถึงมีอ่างอาบน้ำเป็นที่แรกเช่นกัน

 

หากเอ่ยถึงชื่อของ ‘Taj Mahal Palace Hotel’ ที่มามีอยู่ว่านอกเหนือจากสถาปัตยกรรมแบบที่กล่าวไปแล้ว ที่นี่ยังได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก ‘Taj Mahal’ ซึ่งแปลว่า มงกุฎของพระราชวัง นั่นเอง ความหมายสุดยิ่งใหญ่กับโรงแรมที่ทำหน้าที่แสนใหญ่ยิ่ง เพราะที่นี่ถูกเลือกใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ และพระราชวงศ์ต่างประเทศเมื่อเสด็จเยือนอินเดีย (หนึ่งในนั้นคือสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2) รวมทั้งยังเป็นที่พำนักของบุคคลสำคัญจากทั่วโลกที่มาที่มุมไบแห่งนี้อีกด้วย



สถาปัตยกรรมลึกล้ำที่สร้างเหนือพื้นทะเล ‘Gateway Of India’

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อการถมทะเลเพื่อขยายพื้นที่เกิดขึ้นในอินเดียตั้งแต่ปี 1913 และพื้นที่ส่วนนี้ก็คือบริเวณด้านหน้าของ Taj Mahal Palace Hotel ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Gateway Of India สถาปัตยกรรมขนาดใหญ่อันมีความงามหลากมิติแสนล้ำลึกจากรูปแบบอินโด-อิสลาม (Indo-Islamic architecture) ตามสกุลช่างคุซราต สร้างจากหินบะซอลต์มีลักษณะเป็นประตูขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเสา 4 ตัว และซุ้มย่อยปีกซ้าย - ขวา 

 

จะมา จะไป ก็ต้องผ่านประตูชัย Gateway Of India เพราะที่นี่แรกเริ่มสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์การเสด็จพระราชดำเนินเยือนอินเดียของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 และสมเด็จพระราชินีแมรี เมื่อปี 1911 และเป็นทางผ่านที่เดินทัพกลับขึ้นเรือของกองกำลังจักรวรรดิอังกฤษหลังจากอินเดียประกาศเอกราชสำเร็จ

 

‘Haji Ali Mosque’ มัสยิดกลางน้ำ ความงามที่สะท้อนแรงศรัทธา

เมื่ออาทิตย์อัสดงลับผืนน้ำ ยิ่งย้ำให้ภาพของ ‘Haji Ali Mosque’ งามชัดขึ้น โดยมัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นในรูปแบบของสถาปัตยกรรมอินโด-อิสลาม (Indo-Islamic architecture) 

 

นอกเหนืออาคารสีขาวนวลที่เป็นความสวยงามภายนอก ได้ซุกซ่อนสะท้อนความงามจากศรัทธาเอาไว้อย่างเด่นชัด เพราะ Haji Ali Dargah สร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาร่างของ Haji นักบุญชาวมุสลิม (ที่ว่ากันว่าเดินทางไปแสงบุญและเสียชีวิตที่นครเมกกะ จากนั้นร่างของ Haji ก็ลอยทะเลกลับมายังมุมไบในบริเวณที่เป็นมัสยิดในปัจจุบัน) ทำให้ที่นี่คราคร่ำไปด้วยชาวมุสลิมที่ดั้นด้นมาเพื่อสักการะร่างของ Haji

‘Chhatrapati Shivaji Terminus’ ชุมทางแห่งสถาปัตยกรรม

หากกรุงเทพมีสถานีหัวลำโพงที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ที่มุมไบก็มี ‘สถานีปลายทางฉัตรปตีศิวาจี (Chhatrapati Shivaji Terminus)’ สถานีปลายทางการขนส่งที่นอกจากจะเป็นชุมทางการคมนาคมแล้ว ยังเป็นชุมทางของสถาปัตยกรรมที่นับว่าเป็นหนึ่งในความโดดเด่นของมหานครมุมไบแห่งนี้

 

อาคารใหญ่ โถงมหึมาสร้างขึ้นจากหินทรายและหินปูนขาว ภายใต้สถาปัตยกรรมแบบสไตล์วิคตอเรียน - กอธิค (Victorian-Gothic architecture) ซึ่งผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบอินเดียได้อย่างลงตัว มีเสน่ห์แฝงไว้ในทุกมุมอาคาร จนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกอันทรงคุณค่าในด้านประวัติศาสตร์และรูปแบบสถาปัตยกรรมจากองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 2004 

มุมไบในมุมไหน ก็ไม่เท่ามุมไบในมุมของคุณเอง ออกไปรู้จักและตกหลุมรักมุมไบกับ Vietjet กัน

อ่านมาถึงจุดนี้ เชื่อว่าคุณคงมองเห็นมุมไบในมุมเดียวกับเราแล้ว งั้นก็อย่ารอช้า บินตรงไปลงมุมไบกับ Vietjet กัน เช็กเที่ยวบินและเช็กราคาโปรโมชั่น คลิกเลย 

  • ติดต่อ 02-089-1909 (เวลาทำการ 8.00-22.00 จันทร์-อาทิตย์)
  • อีเมล vz.support@vietjetair.com
  • สอบถามผ่านเว็บไซต์ th.vietjetair.com
  • สอบถามผ่าน Facebook VietJetThailand 
  • สอบถามผ่าน LINE Official (@ThaiVietjet)